Redox Signaling Molecules (โมเลกุลส่งสัญญาณระดับเซลล์)

เพิ่มเพื่อน

 

         เราสามารถทำให้สุขภาพเราแข็งแรงโดยการดูแลสิ่งที่เป็นพื้นฐานของเซลล์  นั่นก็คือ การเกิดออกซิเดชัน รีดักชัน (REDOX potential)  ซึ่งทำได้โดยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต และโดยการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โมเลกุลส่งสัญญาณระดับเซลล์ (REDOX signaling molecules)

         ร่างกายเราต้องมีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตาย      เมื่ออายุยังน้อย  ร่างกายสามารถสร้างทดแทนได้อย่างง่ายดาย    แต่เมื่ออายุมากขึ้น  กระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ก็เริ่มถดถอยลง  เราจะเห็นได้จากการเกิดเป็นแผลเป็นขึ้น    และกระบวนการสร้างเซลล์ที่ถดถอยนี่เอง เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด arterial plaque (มีไขมัน LDL สะสมที่ผนังหลอดเลือด) ทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้น

          แบบพิมพ์เขียวของข้อมูลทางพันธุกรรมของเรา   ได้กำหนดให้เลือกว่าจะไปข้างซ้าย  หรืออีกข้างขวา     หน้าที่ของเราคือ  ต้องรู้ให้ได้ว่า  ตอนนี้เราอยู่จุดไหนของตาชั่ง  แล้วพยายามหาทางทำให้กลับคืนสู่จุดกึ่งกลาง      ตัวอย่างเช่น  คนที่มีคนในครอบครัวได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง   เขาจะมีแนวโน้มเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบมากกว่าจาก oxidative stress

     

ความดันสูง (Hypertension) : Oxidative Stress

         คนที่เป็นความดันสูง  มักมีระดับของของเสียที่เกิดจาก oxidative stress อยู่มาก  รวมทั้งร่างกายไม่สามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะไปจัดการกับโมเลกุลที่ไม่เสถียรที่ก่อให้เกิด oxidative stress ภายในร่างกายได้อย่างเพียงพอ

         ผลคือ  endothelial cells (เซลล์บุหลอดเลือด) ถูกทำร้าย   และนี่เองที่เป็นต้นตอสาเหตุของ ความดันสูง      เซลล์บุหลอดเลือดที่บอบบางเหล่านี้ ได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเครียด เหมือนกับเซลล์อื่นๆในร่างกาย      แต่ความสามารถของเซลล์เหล่านี้ที่จะซ่อมแซมตัวเองจากการได้รับสารพิษ, การสัมผัสกับของเสียในเซลล์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ และความสามารถในการกำจัด “คลอเรสเตอรอลชนิดเลว” ได้เสียไป

         ผลเสียของ oxidative stress ที่เกิดขึ้นมากมายนี้   ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของปฏิกิริยาการเกิดออกซิเดชัน รีดักชัน (REDOX potential) ในเซลล์    เซลล์ไม่สามารถรักษาสมดุลย์ได้    ผลคือ ในที่สุดเซลล์จะตาย, ทำหน้าที่ไม่ได้ หรือเซลล์มีการปรับเปลี่ยนการป้องกันตัวใหม่ (cellular defensive adjustments)

         เซลล์ที่มีฟังชั่นการทำงานสูญเสียไป  อาจทำให้มีการส่งสัญญาณของโมเลกุลส่งสัญญาณระดับเซลล์ผิดปกติ   ส่งผลให้เกิดความเครียดระดับเซลล์ และอาจก่อให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือด และความดันขึ้นสูงได้      ในการเกิดกระบวนการป้องกันตัวของร่างกาย  จะนำไปสู่การอักเสบ และเซลล์ภูมิคุ้มกันจะมาแทรกอยู่ตามผนังหลอดเลือด  เกิดเป็นคราบพลาค และมีเกล็ดเลือดมาสะสม    ในที่สุดอาจมีปัญหาเรื่องหลอดเลือดสมอง และหัวใจวายในที่สุด

         การแก้ปัญหา คือ รับประทานอาหารให้สมดุลย์   โดยให้มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อย  และรับประทาน complex carbohydrates (คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน) ให้มากขึ้น      นอกจากนี้  การควบคุมน้ำหนักให้สมดุลย์  ออกกำลังกายทุกวัน  รวมทั้งเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่งสัญญาณรีด๊อกซ์  สามารถป้องกันหลอดเลือดจากการทำลายด้วย oxidative stress

HEART DISEASE (โรคหัวใจ) - OXIDATIVE STRESS

         โรคที่ทำให้คนเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่ง ในประเทศอุตสาหกรรม คือ coronary artery disease (CAD - โรคหลอดเลือดโคโรนารี)      โดยหลอดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายจาก oxidative stress      เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจน และสารอาหารในปริมาณมาก   และหัวใจของเราทำงานตลอดเวลาไม่เคยหยุดพัก  ดังนั้น  หลอดเลือดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อกล้ามเนื้อหัวใจ  ในการที่จะทำให้หัวใจทำงานได้ปกติ

         หากเกิดการอุดตันของเส้นเลือด  จะทำให้เซลล์เกิดปัญหาใหญ่ได้      ร่างกายได้สร้างเส้นทางมากมายให้กับเส้นเลือด และเส้นเลือดฝอย  รวมทั้งเส้นเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างกันด้วย

         การอุดตันของเส้นเลือด  ก่อให้เกิด oxidative stress ในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ    และ oxidative stress นี้เอง ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีรีด๊อกซ์  ซึ่งทำให้มีการผลิตโปรตีนที่ผิดรูปไป — โปรตีนซึ่งไม่สามารถทำหน้าที่หดตัว (การบีบตัวของกล้ามเนื้อ) ซึ่งจำเป็นต่อการปั๊มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย

         Oxidative stress ในเซลล์กล้ามเนื้อ ก่อให้เกิดความไม่สมดุลย์ของสารเคมีภายในเซลล์ และไมโตคอนเดรีย (โรงงานสร้างพลังงานในเซลล์ โดยระบบถ่ายทอดอิเล็กตรอน - electron chain transport system) เสียหาย       เมื่อความเสียหายพอกพูนมากขึ้น (เหมือนเหล็กที่ขึ้นสนิม) และ oxidative stress   ประกอบกับการผลิต ATP (พลังงาน) โดยเซลล์กล้ามเนื้อลดลง   ทำให้ความสามารถในการบีบตัวของหัวใจลดลง      เซลล์ต่างๆก็จะตายได้การทำงานหนัก      เซลล์บางกลุ่มอาจอ่อนแอมากจนเกิดการขยายตัว   ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจโต (ภาวะหัวใจล้มเหลว).

         การรักษาโรคนี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย    การรักษาไปตามอาการ เช่น การยืดหลอดเลือด  การทำบอลลูน  การใส่สายสวนหัวใจ  การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (angioplasty/angiography) ซึ่งอาจช่วยชีวิตผู้ป่วยได้      แต่สิ่งที่ดีที่สุด คือ แก้ที่ต้นตอของโรค โดยการลด oxidative stress      โรคอ้วน, ความดันสูง และไขมันในเลือดสูง  ล้วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยา  รีด๊อกซ์ในร่างกาย ซึ่งแก้ได้โดยการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต และเสริมด้วย โมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์

ALZHEIMER'S DISEASE - OXIDATIVE STRESS

         โรคอัลไซเมอร์ เป็นความผิดปกติของเซลล์สมอง ที่เสื่อมไปตามวัยที่มากขึ้น  ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิด oxidative stress อย่างชัดเจน      เซลล์สมองบางชนิด มีหน้าที่พิเศษอย่างยิ่ง  เซลล์พวกนี้มีอัตราการสร้างเซลล์ใหม่ช้ามาก  เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ปกป้องร่างกาย      โดยสมองมีกลไกที่ทำหน้าที่ปกป้องร่างกาย คือ blood-brain barrier (ตัวกรองกั้นระหว่างเลือดและสมอง) และ myelin sheath (ปลอกหรือเยื่อไมอีลิน) ล้อมรอบเส้นใยประสาท เพื่อปกป้องเซลล์ประสาท

         การที่ไมโตคอนเดรียถูกทำลาย ประกอบกับผลเสียเรื้อรังจาก oxidative stress    มักจะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถที่จะกำจัดสารพิษและของเสียออกจากเซลล์ได้เหมือนเดิม      Glutathione (กลูตาไธโอน - สารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง) ซึ่งทำหน้าที่กำจัดสารพิษและของเสียออกจากเซลล์  แต่จะไม่สามารถทำงานได้หากปราศจาก โมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์บางตัวมาช่วยในการกำจัดสารพิษพวกอนุมูลอิสระ

         การขาด โมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์ มักเกิดจากไมโตคอนเดรียที่เสียหาย หรือทำงานบกพร่อง  ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ได้  แต่สามารถเกิดจากนิสัยการสูบบุหรี่, การรับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ และความเครียดได้ (โดยเฉพาะเมื่อมีอาการป่วยตั้งแต่อายุยังไม่มาก)      นอกจากนี้  เซลล์สมองมีระดับกรดไขมันบางตัวอยู่สูงตามธรรมชาติ  ทำให้ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดออกซิเดชั่น      เลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เป็นปัจจัยสำคัญในการนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์สมอง และนำของเสียออกจากเซลล์      หากการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อสมองลดลง  แม้เพียงนิดเดียวก็ตาม  จะส่งผลเสียต่อสมองอย่างมาก   

MACULAR DEGENERATION - OXIDATIVE STRESS

         Age-related macular degeneration (MD - จอประสาทตาเสื่อม) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่เนื้อเยื่อชนิดพิเศษถูกทำลายด้วย oxidative stress        การไหลเวียนเลือดที่ดี จะช่วยกำจัดของเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ในเซลล์ (cellular combustion) ซึ่งมีอยู่ในปริมาณมาก     ผลร้ายจาก oxidative stress จำนวนมากนี้เอง (จากการเผาไหม้ในเซลล์) จะยิ่งมีมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น      การไหลเวียนเลือดที่น้อยลงจากอายุที่มากขึ้น  ประกอบกับการเผาผลาญระดับเซลล์ลดลง และไมโตคอนเดรียสร้างพลังงานลดลง  ล้วนสร้างปัญหาขึ้น    ซึ่งผลเสียสะสมจากออกซิเดชั่นนี่เอง  ทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม

         คนอเมริกันหลายล้านคน ต้องตาบอดจากโรคนี้  ปกติมักเกิดในผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี       จากการศึกษาทางภูมิประชากรศาสตร์  พบว่า โรคจอประสาทตาเสื่อมมักเกิดในคนที่ติดบุหรี่ และสัมผัสกับสารพิษบ่อยๆ      การวิจัยพบว่า การรับประทานอาหารที่มีลูทีนสูง (lutein - สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง) ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดจอประสาทตาเสื่อมได้      การเสริมด้วย อาหารเสริมโมเลกุลรีด๊อกซ์ อาจช่วยป้องกัน และรักษาอาการนี้ได้

OSTEOARTHRITIS - OXIDATIVE STRESS

         Osteoarthritis (ข้อเสื่อม) เป็นสภาพที่เกิดจากการชำรุดสึกหรอ และเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อน       กระดูกอ่อนที่เสื่อมสภาพ จะไม่สามารถรองรับการเคลื่อนไหวของข้อได้ดี  และจะนำไปสู่การอักเสบตามมา      อายุที่มากขึ้น  ก็จะทำให้ไมโตคอนเดรียในเซลล์กระดูกอ่อน (chondrocytes) ทำงานลดลง       และเมื่อไมโตคอนเดรีย ไม่สามารถที่จะรักษาสุขภาพเซลล์ให้ดีได้    เซลล์กระดูกอ่อน ก็จะตายด้วยอัตราอันรวดเร็ว  ทำให้เกิด pro-inflammatory cytokines (cytokines ส่งเสริมการอักเสบ) และไปกระตุ้น transcription factors (NF-kB) ทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบขึ้นภายในปลอกที่หุ้มเอ็น หุ้มข้อ (synovial sheath)

         ในที่สุด ของเหลวในข้อก็เต็มไปด้วยของเสียและสารพิษ เป็นการซ้ำเติมเซลล์กระดูกอ่อน  ซึ่งจะมีผลต่อกระดูกที่อยู่ใต้กระดูกอ่อนด้วย

         การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม (ไม่หนักเกินไป) เป็นประจำ  จะช่วยทำให้กระดูกอ่อนแข็งแรง      ในกระดูกอ่อนไม่มีเส้นเลือด  ดังนั้น  การจะได้รับสารอาหารและออกซิเจน จะได้รับโดยการแพร่ผ่านจากของเหลวเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยตรง   และการเคลื่อนไหวจะช่วยให้การส่งผ่านสารอาหารและออกซิเจนดีขึ้น       การรักษาให้มีปฏิกิริยารีด๊อกซ์ที่ดี  จะเป็นการทำให้สิ่งแวดล้อมภายในกระดูกอ่อนสมดุลย์  ช่วยในการซ่อมแซม และหล่อลื่นข้อต่อ

STROKE - OXIDATIVE STRESS

         ประมาณ 90% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากการอุดตันเฉียบพลัน (thrombosis - ลิ่มเลือดอุดตัน) ในหลอดเลือด      เนื่องจากเซลล์สมอง จำเป็นต้องได้รับการไหลเวียนเลือดในปริมาณมาก เพื่อให้ได้รับออกซิเจน และสารอาหาร  ดังนั้น  การไหลเวียนเลือดที่ลดลงจะส่งผลร้ายแรงมากต่อสมอง        หากมองในแง่มุมของปฏิกิริยารีด๊อกซ์   การรักษาสุขภาพสมองให้ดี  หมายถึง การรักษาสุขภาพที่ดีของหลอดเลือดสมอง

         การที่จะหายโรคหลอดเลือดสมอง  ต้องมีปฏิกิริยารีด๊อกซ์ที่สมดุลย์       โมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์ จะทำให้เซลล์สมองมีความสามารถในการออกแบบโครงสร้างเซลล์ของตัวเองใหม่ และปรับปรุงการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ เพื่อให้ทำหน้าที่สำคัญๆได้       รีด๊อกซ์เคมี  มีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งสัญญาณให้เซลล์ข้างเคียงมีการแบ่งตัวเพื่อมาทดแทนเซลล์ที่เสียหาย    กระบวนการนี้ต้องการปฏิกิริยากระตุ้น transcription factors  เพื่อให้เกิดการสร้างเซลล์ขึ้นใหม่      เซลล์ที่เสียหายบางส่วน จะพยายามกู้การทำงานของไมโตคอนเดรียขึ้นมาใหม่  เพื่อซ่อมเยื่อหุ้มเซลล์ให้แข็งแรง  เพื่อให้มีการนำสารอาหารเข้าเซลล์ และเอาของเสียออกจากเซลล์

OBESITY - OXIDATIVE STRESS

         Obesity (โรคอ้วน) เป็นปัญหาที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก  โดยมักพบในกลุ่มประชากรของประเทศอุตสาหกรรม      ในประเทศสหรัฐอเมริกา   โรคอ้วน ได้ระเบิดขึ้นมา ภายหลัง "สงครามน้ำอัดลม" ในช่วงปลาย  1970’s และประจวบกับการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล  โดยเฉพาะในเด็ก      การบริโภคแคลอรี่ที่มากเกินที่ร่างกายต้องการ  จะทำให้น้ำหนักขึ้น   และสำหรับคนทั่วไปแล้ว  การจะลดน้ำหนักแม้เพียงสัก 1 กิโลนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่ง

         คำตอบอยู่ที่ ปฏิกิริยาเคมีรีด๊อกซ์      โรคอ้วน จะนำไปสู่การเกิด oxidative stress ขึ้นมากมาย      ในการศึกษาวิจัย   ผู้เข้าทดลองที่เป็นโรคอ้วน พบว่าร่างกายมีการผลิต superoxide เพิ่มขึ้นเยอะมาก  มีการกระตุ้น protein kinase  และมีความเครียดเกิดขึ้นที่ endoplasmic reticulum ในเนื้อเยื่อที่มีเซลล์ไขมันจำนวนมาก      Lipotoxicity (ไขมันในเลือด (โคเลสเตอรอล) สะสมในที่ที่ไม่ควร เช่น ตับ ไตหรือหัวใจ) เป็นคำที่ใช้อธิบายสภาวะที่มี oxidative stress เกิดขึ้นมากมายที่เซลล์ไขมันจำนวนมากในส่วนต่างๆของร่างกาย       Lipotoxicity จะทำให้การเผาผลาญของไขมันและน้ำตาลเปลี่ยนแปลงไป  รวมทั้งทำให้มีระดับ leptin (ฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว และระดับไขมันในร่างกาย ) สูงขึ้น       ในที่สุด  สารเคมีที่ประกอบด้วยไขมัน จะเริ่มไปสะสมในส่วนต่างๆของร่างกาย ที่โดยปกติแล้วจะไม่มีเซลล์ไขมันไปสะสม   ก็คือ ในตับอ่อน, ตับ, หัวใจ, ไต และผนังหลอดเลือด      สารเคมีเหล่านี้ จะขัดขวางการทำหน้าที่ปกติของอวัยวะต่างๆ และ ขัดขวางการสื่อสารกันระหว่างอวัยวะและระหว่างเซลล์   ทำให้การสื่อสารต่างๆของโมเลกุลส่งสัญญาณระดับเซลล์ขัดข้อง

         

DIABETES TYPE 2 - OXIDATIVE STRESS

         ผู้คนทั่วโลกถูกวินิจฉัยว่าเป็น Type 2 diabetes (เบาหวานชนิดที่ 2) ด้วยอัตราเติบโตเหมือนโรคระบาด เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา  และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง      สไตล์การดำเนินชีวิตแบบขาดการออกกำลังกาย  ประกอบกับการรับประทานอาหารผ่านการปรุงแต่ง  มีแคลอรี่สูง และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ  ทำให้เป็นสาเหตุของโรคนี้       เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากอินซูลินไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ   ทำให้เกิด oxidative stress ขึ้นอย่างมากมาย    อวัยวะเป้าหมาย (ตับ, กล้ามเนื้อ และไขมัน) ล้วนสูญเสียความสามารถในการรับสัญญาณจากอินซูลิน

         คำตอบอยู่ในปฏิกิริยาเคมีรีด๊อกซ์      ในผู้ที่ร่างกายแข็งแรง  อินซูลินจะจับกับรีเซ็บเตอร์ในเนื้อเยื่อที่เฉพาะเจาะจงกับอินซูลิน      อย่างไรก็ตาม  oxidative stress จะไปขัดขวางขั้นตอนต่างๆในกระบวนการ  “phosphorilization    (ขบวนการฟอสฟอรีเลชั่น, การเติมหมู่ฟอสเฟต)” ของสารประกอบเคมีหลายๆตัวใน Krebs cycle (วัฏจักรเครบส์)  และทำให้น้ำตาลไม่สามารถถูกขนส่งเข้าสู่เซลล์ได้  ทำให้เซลล์ขาดพลังงาน      ระดับน้ำตาลในเลือด (น้ำตาลที่อยู่นอกเซลล์) จะสูงขึ้น  ทำให้เกิดอาการต่างๆที่พบในโรค เบาหวานชนิดที่ 2       นอกจากนี้  ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง  จะกระตุ้น transcription factors ที่ส่งผลต่อการแสดงออกของยีนส์ และทำให้ร่างกายเกิดภาวะต้านอินซูลินมากยิ่งขึ้น

         เนื่องจากการทำงานของอินซูลิน คือปฏิกิริยาเคมีรีด๊อกซ์   ดังนั้น การแก้ปัญหาก็ควรจะทำที่ต้นตอของปัญหานี้      การจำกัดแคลอรี่ และการออกกำลังกาย ช่วยฟื้นฟูสภาวะของโรค และการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่งสัญญาณรีด๊อกซ์ อาจช่วยในการทำให้ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในร่างกายกลับสู่สมดุลย์

ASTHMA/ALLERGIES - INFLAMMATORY

         วิธีการรักษาโรคหอบหืด (asthma)วิธีใหม่ที่ดูจะได้ผลดีมาก คือ การปรับปฏิกิริยารีด๊อกซ์ให้กลับคืนสู่สมดุลย์      ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดนั้น มักมีระดับของสารต้านอนุมูลอิสระภายในที่ร่างกายสร้างเอง เช่น  SOD และ catalase อยู่ในระดับต่ำ      เนื้อเยื่อของทางเดินหายใจตกอยู่ภายใต้ oxidative stress อย่างมาก  จนเกิดการอักเสบขึ้นทั่วทางเดินหายใจ      และสามารถเข้าขั้นวิกฤติมากจนกระทั่ง  ในห้อง ICU ในปัจจุบัน   แพทย์ใช้วิธีวัดปริมาณโมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์ (nitrous oxide) ในลมหายใจออกของผู้ป่วย เพื่อพิจารณาถึงความรุนแรงของโรคเป็นรายชั่วโมง      

         ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็ดูเหมือนจะสับสนว่า เนื้อเยื่อไหนควรจะป้องกัน  เนื้อเยื่อไหนควรจะทำลาย   และ endothelium (เนื้อเยื่อบุโพรงผนังหลอดเลือด) ของทางเดินหายใจ  กลายเป็นเป้าการจู่โจมของระบบภูมิคุ้มกัน  ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น      การสื่อสารระหว่างเซลล์ที่ขัดข้อง  เป็นสาเหตุ  และแน่นอน  เกี่ยวข้องกับโมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์สูญเสียสมดุลย์ไป      การเสริมด้วยโมเลกุลบางชนิด  สามารถทำให้ร่างกายกลับคืนสู่สมดุลย์ (homeostasis) ได้       Sinus allergies (โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้) ก็มีการดำเนินโรคคล้ายๆกัน  แต่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อต่างกัน

THYROID - INFLAMMATORY

         ต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอกซินหลายชนิด  ซึ่งมีผลต่อทุกเซลล์ในร่างกาย โดยส่ง modulating hormone ให้เซลล์มีการทำงานอย่างสมดุลย์ — ถ้าฮอร์โมนไทรอกซินมากเกิน  จะส่งผลให้อัตราการเผาผลาญอาหารสูงผิดปกติ  และถ้าฮอร์โมนไทรอกซินน้อยเกิน  ส่งผลให้มีอาการบวมน้ำ และเฉื่อยชา

         ตลอดช่วงชีวิต   ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับรีด๊อกซ์  อาจมีผลให้ภูมิคุ้มกันสับสน  จนมีผลในการไปทำลายต่อมไทรอยด์ของตัวเองอย่างช้าๆ       ปฏิกิริยา REDOX ที่ไม่สมดุลย์  อาจทำให้ transcription factors บางตัว เพิ่มมากขึ้น  จนเป็นสาเหตุให้ยีนส์บางตัวทำงานขึ้นมา เช่น  thyroglobulin gene  จนส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนไทรอกซิน (ปัญหาของโรคไทรอยด์ที่พบบ่อยที่สุด) และอาการเจ็บป่วยต่างๆ (อ่อนเพลีย, น้ำหนักขึ้น, คอพอก และตัวบวม)

         การรักษาโดยทั่วไป  มักให้รับประทานยาฮอร์โมนไทรอกซินเสริม      นอกจากนั้น  การรักษาแนวใหม่มีการเสริมด้วย โมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์ เพื่อไปปรับการสื่อสารระดับเซลล์ให้กลับคืนสู่สมดุลย์      ผลการรักษาอาจจะค่อยเป็นค่อยไป  จนในที่สุดระดับของฮอร์โมนไทรอกซินก็สามารถกลับคืนสู่ปกติได้

Mol Endocrinol. 1996 Jul;10(7):801-812

SEX HORMONE IMBALANCE - INFLAMMATORY

         โดยปกติแล้ว  ด้วยอายุที่มากขึ้น และความเครียด    ฮอร์โมนเพศ เช่น เอสโตรเจน, โปรเจสเตอโรน และเทสโทสเทอโรน จะลดลงอยู่แล้ว  และบางครั้งทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก      สมดุลย์รีด๊อกซ์ สามารถช่วยเรื่องของการผลิตฮอร์โมนในบางอวัยวะได้   รวมทั้งช่วยให้ฮอร์โมนรีเซ็บเตอร์ทำงานได้ตามปกติ      

         ไม่เหมือนกับในสมัยศตวรรษที่ 19  ที่ผู้คนมีอายุขัยเฉลี่ยเลย 50 ปีนิดหน่อย      ปัจจุบันคนมีอายุเกิน 80 ปี   ดังนั้น  การรักษาให้การผลิตฮอร์โมนในร่างกายเป็นปกติ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

         การที่รังไข่มีการผลิตฮอร์โมนเพศลดลง  จะส่งผลโดยตรงกับการแสดงออกของยีนส์ที่ควบคุมการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น กลูต้าไธโอน และ SOD      ซึ่งทำให้เกิดความเครียด และความไม่สมดุลย์ของระบบรีด๊อกซ์ของร่างกาย  ส่งผลให้ไม่สามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อมาซ่อมแซม และกำจัดของเสียออกจากเซลล์ได้

         ในรอบเดือนปกติของสตรี      จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสมดุลย์รีด๊อกซ์      ในช่วงที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นสูง  จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นอย่างมากในเซลล์ของมดลูก      ฮอร์โมน และฮอร์โมนรีเซ็บเตอร์ ล้วนได้รับอิทธิพลจากสมดุลย์รีด๊อกซ์      สัญญาณที่เชื่อมต่อฮอร์โมนเข้ากับรีเซ็บเตอร์นั้น ก็เป็นปฏิกิริยารีด๊อกซ์ด้วยเช่นเดียวกัน

         การรักษาสมดุลย์รีด๊อกซ์  เป็นวิธีที่จะรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของเซลล์ต่างๆในร่างกาย      การเสริมด้วยโมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์, การดื่มน้ำให้เพียงพอ, การพักผ่อนนอนหลับ, รับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง และการออกกำลังกาย  เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ระบบฮอร์โมน และระบบรีด๊อกซ์อยู่ในภาวะสมดุลย์

REDOX Biology 2013 19;1:340-6 JCEM ISSN :0021-972X

AUTOIMMUNE - INFLAMMATORY

         โรคบางอย่าง เช่น lupus (โรคเอสแอลอี), rheumatoid arthritis (โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์), thyroiditis (ต่อมไทรอยด์อักเสบ), และโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเองอื่นๆ   มีรากฐานมาจากความไม่สมดุลย์ของปฏิกิริยารีดอกซ์  ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดความสับสนอย่างมาก      ในมุมมองของปฏิกิริยาเคมีรีด๊อกซ์   โรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเองทุกโรค มีพื้นฐานคล้ายๆกัน  ซึ่งก็คือ  ระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจว่า กิจกรรมปกติของร่างกายนั้นเป็นเรื่องอันตราย และไปจู่โจมเนื้อเยื่อปกติ      ทำให้เกิดการอักเสบ, เซลล์สูญเสียหน้าที่ และแม้กระทั่งเซลล์ตาย

         การรักษาโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเอง โดยการแพทย์ปัจจุบันนั้น เน้นเรื่องการให้ยาต้านภูมิคุ้มกัน      ซึ่งนำไปสู่ปัญหาและเกิดอันตราย  เนื่องจากการทำงานปกติของร่างกายส่งผลให้เกิดผลร้าย   เช่น  เกิดการติดเชื้อที่ผิดปกติขึ้น หรือแม้กระทั่งมะเร็งอาจเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ทำงาน      ถ้าเกิดว่าระบบภูมิคุ้มกันมีการสื่อสารที่ดีขึ้นล่ะ?    ถ้าระบบภูมิคุ้มกันสามารถแยกได้อย่างชัดเจนระหว่างสิ่งดีและสิ่งไม่ดีล่ะ?      หากมีสมดุลย์รีด๊อกซ์เกิดขึ้น   ร่างกายก็จะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้

         โรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเอง เช่น rheumatoid arthritis (RA)   ร่างกายจะมีการผลิตโมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์บางตัวขึ้นมากเกินไป   ทำให้เกิดความไม่สมดุลย์      ส่งผลให้เกิดการทำลายไขมัน, โปรตีน, เยื่อหุ้มเซลล์ และกรดนิวคลีอิก  ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นอย่างมากมาย      นอกจากนั้น  การที่สารส่งสัญญาณระดับโมเลกุลเหล่านี้มีมากเกินไป  จะไปกระตุ้น nuclear factor Kappa-B  ซึ่งส่งผลต่อการแสดงออกของยีนส์หลายๆชนิดที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการอักเสบ

         การแก้ปัญหาก็อยู่ที่การทำให้สมดุลย์รีดอกซ์กลับคืนมา      สมดุลย์รีด๊อกซ์จะทำให้เซลล์ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องเหมาะสม       การเสริมด้วยโมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์, การดื่มน้ำให้เพียงพอ, การพักผ่อนนอนหลับ, รับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง และการออกกำลังกาย   จะช่วยให้การทำงานระดับเซลล์ต่างๆกลับคืนสู่สมดุลย์ได้

Clin Exp Immunol 2008 Jun; 152(3): 415-422

CANCER - INFLAMMATORY

         ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการรักษามะเร็งนั้น  เป็นเรื่องที่ท้าทายทางการแพทย์ไม่แพ้โรคมะเร็งเอง      มะเร็ง เป็นความล้มเหลวของระบบภูมิคุ้มกัน ที่จะกำจัดเซลล์ที่เสียหาย หรือเซลล์ที่กลายพันธุ์ ก่อนที่มันจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว      เนื่องจากเซลล์มะเร็ง มีระบบเผาผลาญระดับเซลล์ที่แตกต่างจากเซลล์ปกติ   ทำให้มีการเพิ่มจำนวนขึ้นโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ และในที่สุดก็เข้าควบคุมระบบต่างๆของร่างกาย

         ปัจจัยที่ส่งผลต่อความล้มเหลวในการทำงานระดับเซลล์ที่ทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็ง มี 2 ปัจจัย คือ : การแสดงออกของยีนส์ที่ควบคุมโดยปฏิกิริยา REDOX ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ สับสน   และปฏิกิริยา REDOX ที่ขาดสมดุลย์ ซึ่งส่งผลโดยตรงให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง      ผลทางวิทยาศาสตร์เปิดเผยเมื่อเร็วๆนี้ว่า่  การรักษามะเร็งแบบยีนส์บำบัดนั้นไม่ได้ผล  เนื่องจากสามารถมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นซ้ำ ซึ่งทำให้ยาไม่ได้ผล      ปัจจุบันนี้ มีหลักฐานยืนยันแล้วว่า มะเร็งเป็นโรคของสมดุลย์ REDOX 

         ไม่เหมือนเซลล์ปกติ    เซลล์มะเร็งได้รับพลังงานจากกระบวนการ glycolysis (กระบวนการสลายกลูโคส) ถึงแม้ว่าจะมีออกซิเจนปรากฏอยู่ก็ตาม    พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  เซลล์มะเร็งต้องการกลูโคส      นอกจากนั้น ไมโตคอนเดรียของเซลล์มะเร็ง ยังมีขั้วไฟฟ้าที่ผิดปกติ   หมายความว่า ปฏิกิริยารีด๊อกซ์ในไมโตคอนเดรียไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ   ทำให้สมดุลย์รีด๊อกซ์ผิดปกติไป

         เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า  การป้องกันและรักษามะเร็งโดยเน้นที่ปฏิกิริยา REDOX เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง       การเสริมด้วยโมเลกุลส่งสัญญาณรีด๊อกซ์, การดื่มน้ำให้เพียงพอ, การพักผ่อนนอนหลับ, รับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง และการออกกำลังกาย   จะช่วยให้การทำงานระดับเซลล์ต่างๆกลับคืนสู่สมดุลย์ได้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม   ดูได้ที่เว็บไซท์:
http://www.i-sis.org.uk/Cancer_a_Redox_Disease.php