N1O1 Nitric Oxide Lozenges
3.jpg)
นวัตกรรมใหม่ในการเพิ่มไนตริกออกไซด์ให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นทุกวัน
ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide — NO) คือหนึ่งในโมเลกุลสำคัญที่สุดที่ร่างกายมนุษย์ต้องใช้ แต่เพราะมันมีอายุสั้นมาก การรักษาระดับให้เหมาะสมจึงทำได้ยาก โดยเฉพาะในวัย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งความสามารถตามธรรมชาติในการผลิต NO จะลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม… ไนตริกออกไซด์คือโมเลกุลที่สามารถป้องกันโรค และช่วยชีวิตเราได้อย่างแท้จริง เมื่อร่างกายได้รับในปริมาณที่เพียงพอ NO จะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวดีขึ้น เลือดไหลเวียนดีขึ้น และเซลล์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน
ทำไมคนส่วนใหญ่จึง “ขาดไนตริกออกไซด์”?
งานวิจัยในสหรัฐฯ ชี้ว่า คนส่วนใหญ่มีระดับ NO ต่ำกว่าที่ควร และปริมาณที่ได้รับจากอาหารก็ น้อยมาก นั่นหมายถึงว่า เรายังสามารถเพิ่ม NO ได้อีกมากอย่างปลอดภัย ร่างกายสามารถเปลี่ยนไนเตรตจากอาหารเป็นไนไตรต์และไนตริกออกไซด์ แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกายมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น…
-
ต้องมี แบคทีเรียดีบริเวณด้านหลังลิ้น
-
ต้องมี กรดในกระเพาะที่เหมาะสม เพื่อช่วยย่อยไนเตรตให้กลายเป็นไนไตรต์และ NO
- วัย 20 มักผลิต NO ได้ดี แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความสามารถนี้ลดลงถึง 85% จึงแนะนำให้ผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป เสริมด้วยผลิตภัณฑ์เพิ่มไนตริกออกไซด์ หรือ เพิ่มอาหารที่อุดมด้วยไนเตรตให้มากขึ้น
ไนตริกออกไซด์คืออะไร?
ไนตริกออกไซด์คือ “ฮอร์โมนหลักของร่างกาย” (Master Molecule/Hormone) ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะ:
-
ระบบไหลเวียนโลหิต
-
การลำเลียงออกซิเจน
-
การนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์
นี่คือเหตุผลที่ไนตริกออกไซด์ถูกบรรจุอยู่ใน Cellular Nutrition Program ของปัจจุบัน
ไนตริกออกไซด์เป็นก๊าซธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นจาก
ไนโตรเจน 1 อะตอม (N)
ออกซิเจน 1 อะตอม (O)
ทำหน้าที่เป็น “โมเลกุลสัญญาณ” (Signaling Molecule) ที่สื่อสารระหว่างเซลล์และจัดการกระบวนการสำคัญต่าง ๆ ในร่างกาย
ทำไมไนตริกออกไซด์ถึงสำคัญถึงขนาดได้รางวัลโนเบล?
ในปี 1998 รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ มอบให้แก่ Robert F. Furchgott, Louis J. Ignarro และ Ferid Murad สำหรับการค้นพบว่าไนตริกออกไซด์คือโมเลกุลสัญญาณในระบบหัวใจและหลอดเลือด
นั่นแสดงว่า NO ไม่ใช่สารเสริมทั่วไป แต่เป็นงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่ยืนยันแล้วว่า “จำเป็นต่อชีวิต”
บทบาทของไนตริกออกไซด์ในร่างกาย
แม้ NO จะเกี่ยวข้องกับทุกระบบในร่างกาย เช่น
-
ระบบภูมิคุ้มกัน
-
ระบบย่อยอาหาร
-
ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine)
-
ระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และการซ่อมแซม
แต่ในหัวข้อนี้ เราเน้น “หัวใจและหลอดเลือด” เป็นหลัก เพราะ NO มีบทบาทสำคัญที่สุดในระบบนี้
ไนตริกออกไซด์ทำอะไรให้ร่างกายเรา?
ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide – NO) เป็นโมเลกุลสำคัญที่มีบทบาทหลากหลายมาก แต่หน้าที่ที่โดดเด่นที่สุดคือ การดูแลระบบหัวใจและหลอดเลือด
1. ควบคุมการขยายตัวของหลอดเลือด (Vasodilation)
ไนตริกออกไซด์ทำงานบนผนังด้านในของหลอดเลือด (Endothelium) ทำให้หลอดเลือด “คลายตัว” และขยายกว้างขึ้น เลือดจึงไหลผ่านได้มากขึ้น ส่งผลให้:
-
ความดันโลหิตลดลง
-
การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
-
หัวใจทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความสำคัญคือ ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของโรคหัวใจ ปัจจุบันประมาณ 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันมีภาวะความดันสูง ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ ไนตริกออกไซด์จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วย:
✔ ลดความดันโลหิตตามธรรมชาติ
✔ อาจช่วยให้หลายคนลดการใช้ยาความดันได้
2. เพิ่มออกซิเจนให้เซลล์ทั่วร่างกาย
เมื่อหลอดเลือดขยายตัวและเลือดไหลเวียนดีขึ้น ร่างกายจะรับออกซิเจนมากขึ้นในทุกระบบ, เซลล์ทำงานได้ดีขึ้น มีพลังงานมากขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไม NO จึงเป็นโมเลกุลที่ “จำเป็นต่อการมีชีวิต”
3. เสริมระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System)
เมื่อร่างกายพบเชื้อโรค แมคโครฟาจจะปล่อยสารออกฤทธิ์—รวมทั้ง nitric oxide—เพื่อ:
-
ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อโรค
-
ทำลายเชื้อโรค
-
ควบคุมวงจรชีวิตของเซลล์ภูมิคุ้มกัน
ไนตริกออกไซด์จึงทำงานทั้งการปกป้อง และการควบคุมภูมิคุ้มกันให้สมดุล
4. สนับสนุนการซ่อมแซมด้วยสเต็มเซลล์ (Stem Cell Repair)
NO ทำงานร่วมกับ mesenchymal stem cells และ macrophages เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการ:
-
เพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ (Proliferation)
-
กระตุ้นการเปลี่ยนรูปของสเต็มเซลล์ (Differentiation)
-
เร่งฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
นี่คือหนึ่งในกลไกสำคัญของการซ่อมแซมร่างกายตามธรรมชาติ
5. ควบคุมการอักเสบ (Inflammation Response)
ในกรณีที่มีการอักเสบ เช่น ที่ข้อต่อ:
-
NO ช่วยควบคุมการสังเคราะห์ของเซลล์อักเสบ
-
ทำหน้าที่เป็นสารต้านการอักเสบที่ทรงพลัง
-
แต่เมื่อจำเป็น ก็สามารถกระตุ้นการอักเสบเพื่อซ่อมแซมได้เช่นกัน
กล่าวง่าย ๆ คือ ไนตริกออกไซด์ช่วยปรับระบบอักเสบให้สมดุลตามที่ร่างกายต้องการ
6. บทบาทอื่น ๆ ของไนตริกออกไซด์
ไนตริกออกไซด์ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบสำคัญอื่น ๆ เช่น:
-
ระบบทางเดินหายใจ
-
ระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย
-
ระบบย่อยอาหารและทางเดินปัสสาวะ-สืบพันธุ์
-
การเพิ่มจำนวนและการฟื้นตัวของเซลล์ (Cell Proliferation)
ร่างกายสร้างไนตริกออกไซด์ได้อย่างไร?
ร่างกายมี 2 กลไกหลักในการผลิตไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide – NO) โดยกลไกที่สำคัญที่สุดคือการสร้างภายใน เซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด (Endothelial Cells) ซึ่งเป็นชั้นในสุดของผนังหลอดเลือด เซลล์เหล่านี้จะผลิตไนตริกออกไซด์และปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ผ่านเอนไซม์ที่ชื่อว่า eNOS – endothelial nitric oxide synthase ทำให้หลอดเลือดผ่อนคลายและขยายตัว เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
ในช่วงวัยหนุ่มสาว กลไกนี้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่างกายจึงสามารถสร้างไนตริกออกไซด์ได้เพียงพอตามธรรมชาติ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถของเยื่อบุหลอดเลือดจะค่อย ๆ ลดลง ทำให้การผลิตไนตริกออกไซด์ลดลงตามไปด้วย
งานวิจัยพบว่าผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีส่วนใหญ่มีระดับไนตริกออกไซด์ต่ำกว่าที่ควร เนื่องจากการเสื่อมของ endothelial function จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น เช่น การสะสมของคราบไขมัน (Plaque) บนผนังหลอดเลือด
ด้วยเหตุนี้ หลายคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปจึงควรพิจารณาการเสริมไนตริกออกไซด์ เพื่อช่วยคงระดับ NO ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมและสนับสนุนการไหลเวียนของเลือดให้เป็นปกติ
ภาพประกอบด้านล่างแสดงให้เห็นว่า เมื่อการผลิตไนตริกออกไซด์ลดลง → ผนังหลอดเลือดเกิดการแข็งตัว → มีแนวโน้มเกิด Plaque สะสมมากขึ้นตามกาลเวลา
3.jpg)
การลดลงของไนตริกออกไซด์ตามวัย (Age-Related Nitric Oxide Decline)
ช่วงอายุ 20 ปี
-
ระดับ Nitric Oxide: 100%
-
หลอดเลือดแข็งแรง ยืดหยุ่นดี
-
ยังไม่มีการสะสมของไขมันบนผนังหลอดเลือด
ช่วงอายุ 30 ปี
-
ระดับ Nitric Oxide: ≈ 80%
-
เริ่มมีสัญญาณของหลอดเลือดหนาตัว (Thickening Arteries)
ช่วงอายุ 40 ปี
-
ระดับ Nitric Oxide: ≈ 50%
-
เริ่มเกิดการอักเสบและการสะสมของพลัค (Inflammation & Plaque Buildup)
ช่วงอายุ 50 ปี
-
ระดับ Nitric Oxide: ≈ 35%
-
ผนังหลอดเลือดเริ่มแข็ง (Stiffening)
-
เริ่มมีการสะสมของแคลเซียม (Calcium Buildup)
ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป
-
ระดับ Nitric Oxide: ≈ 15%
-
ความเสี่ยงของคราบพลัคแตก (Plaque Rupture) สูงขึ้น
-
อาจนำไปสู่อาการหัวใจวาย (Heart Attack Risk)
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะสูญเสียความสามารถในการสร้างไนตริกออกไซด์ไปมากถึง 85%
จึงไม่แปลกที่หลายคนเริ่มมีปัญหาด้านความดันโลหิต การไหลเวียนเลือด และสุขภาพหัวใจเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน
กระบวนการสร้างไนตริกออกไซด์แบบที่ 2: “น้ำลาย” คือแหล่งผลิตธรรมชาติ
นอกจากการสร้างผ่านเยื่อบุหลอดเลือดแล้ว ร่างกายยังสามารถผลิตไนตริกออกไซด์ผ่านระบบ Nitrate → Nitrite → Nitric Oxide ในช่องปากได้ด้วย
ขั้นตอนสำคัญ
-
เมื่อเรากินผักใบเขียวหรือสลัด ร่างกายจะดูดซึม ไนเตรต (Nitrate) จากอาหาร
-
ไนเตรตจะถูกส่งกลับไปยัง ต่อมน้ำลาย
-
ระหว่างการเคี้ยว ไนเตรตจะทำปฏิกิริยากับ แบคทีเรียชนิดดีด้านหลังลิ้น
-
ไนเตรต → กลายเป็น ไนไตรต์ (Nitrite)
-
และสุดท้าย → ถูกเปลี่ยนเป็น ไนตริกออกไซด์ (NO)
ระบบนี้มีความสำคัญเพราะไนตริกออกไซด์จากน้ำลายช่วย กำจัดเชื้อโรคที่ปนมากับอาหาร เช่น
-
E. coli
-
Listeria
-
Clostridium botulinum
-
Helicobacter pylori (สาเหตุหนึ่งของแผลกระเพาะอาหาร)
ภาวะขาดไนตริกออกไซด์เกิดขึ้นได้อย่างไร?
เพราะ Endothelial Function จะเสื่อมลงเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต แต่ปัจจัยจากพฤติกรรมก็มีผลเช่นกัน โดยเฉพาะ…
1) การกินผักใบเขียวน้อยเกินไป
ผักใบเขียวคือแหล่งไนเตรตธรรมชาติ การกินผักน้อยจึงทำให้ร่างกายผลิต NO ได้น้อยลงตามไปด้วย
2) การใช้น้ำยาบ้วนปากสูตรฆ่าเชื้อเป็นประจำ
งานวิจัยพบว่าน้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อจะกำจัด แบคทีเรียดี ด้านหลังลิ้น ซึ่งเป็นตัวแปลงไนเตรต → ไนไตรต์ เมื่อแบคทีเรียดีถูกทำลาย ร่างกายจะไม่สามารถสร้างไนตริกออกไซด์จากอาหารได้ตามธรรมชาติ
ผลลัพธ์คือ ระดับ NO ต่ำโดยไม่รู้ตัว แม้จะกินผักมากเพียงใด ร่างกายก็ไม่สามารถแปลงเป็นไนตริกออกไซด์ได้เต็มประสิทธิภาพ
ภาวะกรด–ด่างของกระเพาะอาหาร: ตัวการสำคัญที่ทำให้ร่างกาย “ขาดไนตริกออกไซด์”
อีกปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ระดับไนตริกออกไซด์ลดลง คือความเป็นกรดของกระเพาะอาหารที่ผิดปกติ โดยปกติกรดในกระเพาะควรอยู่ที่ pH 1.5–3.5 เพื่อให้สามารถเปลี่ยนไนเตรต → ไนไตรต์ → ไนตริกออกไซด์ได้ตามธรรมชาติ
หากกรดในกระเพาะลดลงหรือ “ไม่พอ” ร่างกายจะไม่สามารถย่อยไนเตรตให้กลายเป็นไนไตรต์ได้ ทำให้กระบวนการผลิตไนตริกออกไซด์จากน้ำลายหยุดชะงักทันที
ใครเสี่ยงมากที่สุด?
ผู้ที่ใช้ยาเหล่านี้เป็นประจำ:
-
ยาลดกรด (Antacids)
-
ยารักษาอาการกรดไหลย้อน (PPI / H2 Blockers)
แม้ว่ายาเหล่านี้ช่วยบรรเทาอาการได้ดีในระยะสั้น แต่กลับไปทำลายสมดุลของระบบไนตริกออกไซด์ และลดความสามารถของร่างกายในการสร้าง NO อย่างมาก ดังนั้น การหาวิธีฟื้นฟูระบบย่อยอาหารเพื่อลดการใช้ยาลดกรดในระยะยาว เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อกระเพาะมีกรดที่เหมาะสม กระบวนการผลิตไนตริกออกไซด์จะเกิดขึ้น ทุกครั้งที่เรากิน เคี้ยว และกลืนอาหาร
คำเตือนสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญ
“ภาวะขาดไนตริกออกไซด์ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง และเพิ่มอัตราการเจ็บป่วยรวมถึงการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส”
— ดร. Nathan Bryan, ผู้เขียน Functional Nitric Oxide Nutrition
แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อร่างกาย “ขาดไนตริกออกไซด์”?
ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ไนตริกออกไซด์คือโมเลกุลที่จำเป็นต่อชีวิต มันส่งสัญญาณให้ หลอดเลือดผ่อนคลายและขยายตัว เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้:
-
ออกซิเจนและสารอาหารถูกส่งไปยังทุกอวัยวะได้มีประสิทธิภาพ
-
ความดันโลหิตสมดุล
-
การทำงานของหัวใจ สมอง กล้ามเนื้อ ระบบย่อยอาหาร และภูมิคุ้มกันเป็นปกติ
เรียกได้ว่า ไนตริกออกไซด์เกี่ยวข้องกับทุกระบบในร่างกาย และทุกลมหายใจของเราอย่างแท้จริง
ทำไมบางคนถึงขาดไนตริกออกไซด์ง่ายกว่าคนอื่น?
สาเหตุหลักคือไนเตรต (Nitrate) จากอาหาร ไม่สามารถถูกใช้ได้โดยตรง เพราะร่างกายมนุษย์ “ไม่มีเอนไซม์” ที่เปลี่ยนมันโดยตรง
เราจึงต้องอาศัย 2 ปัจจัยสำคัญ:
-
แบคทีเรียดีในช่องปาก
เปลี่ยนไนเตรต → ไนไตรต์ -
กรดในกระเพาะอาหารที่เพียงพอ
เปลี่ยนไนไตรต์ → ไนตริกออกไซด์
เมื่อคนเราไม่มีแบคทีเรียดี หรือมีกรดในกระเพาะไม่พอ ร่างกายจะไม่สามารถผลิต NO ได้ ทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อ:
-
โรคหัวใจและหลอดเลือด
-
ความดันโลหิตสูง
-
การไหลเวียนเลือดผิดปกติ
-
ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ภาวะขาดไนตริกออกไซด์ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง?
เมื่อระดับ ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide – NO) ต่ำ ร่างกายจะสูญเสียความสามารถในการขยายหลอดเลือดและควบคุมการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้ความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
โรคที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาวะขาดไนตริกออกไซด์
-
ความดันโลหิตสูง (Hypertension)
-
หลอดเลือดแข็งตัว (Atherosclerosis)
-
โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease)
-
เบาหวานที่มีภาวะหลอดเลือดอุดตันหรือหดเกร็ง (Obstructive & Vasospastic Diabetes)
-
ไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia)
-
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
หลายโรคเกิดจากการสะสมของคราบ Plaque บนผนังหลอดเลือด ซึ่งไนตริกออกไซด์มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการสะสมเหล่านี้
ไนตริกออกไซด์ต่ำ = ความเสี่ยง “Metabolic Syndrome” สูงขึ้น
ภาวะขาดไนตริกออกไซด์มีส่วนโดยตรงต่อการเกิดองค์ประกอบของ กลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) ได้แก่:
-
เบาหวาน
-
โรคอ้วน
-
ความดันโลหิตสูง
-
ไขมันในเลือดสูง
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เกิดร่วมกัน จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก
อาหารที่ช่วยเพิ่มไนตริกออกไซด์ตามธรรมชาติ
ไนตริกออกไซด์สามารถเพิ่มได้ง่ายจากอาหารประจำวัน โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วย ไนเตรต (Nitrate) ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นไนตริกออกไซด์ได้ผ่านน้ำลายและกรดในกระเพาะอาหาร
อาหารที่มีไนเตรตและสารกระตุ้นการผลิต NO สูง ได้แก่:
-
น้ำบีทรูท (Beetroot Juice)
-
ผักใบเขียวทุกชนิด
-
กระเทียม
-
เนื้อสัตว์หมัก (Cured Meats)
-
ดาร์กช็อกโกแลต
-
ผลไม้ตระกูลส้ม (Citrus Fruits)
-
ทับทิม (Pomegranate)
-
ถั่วและเมล็ดพืชต่าง ๆ
-
แตงโม
-
ไวน์แดง
อาหารเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายมีวัตถุดิบเพียงพอในการสร้างไนตริกออกไซด์โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริม หากรับประทานอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ แต่… เมื่ออายุมากขึ้น ต้องระวังเป็นพิเศษ แม้จะทานอาหารที่มีไนเตรตสูง แต่เมื่อเข้าสู่วัย 40 ปีขึ้นไป การทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial Function) จะเสื่อมลงตามธรรมชาติ ทำให้การผลิตไนตริกออกไซด์ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยอื่น ๆ เช่น pH กระเพาะอาหารที่ผิดปกติ การใช้ยาลดกรด หรือสุขภาพช่องปากที่ไม่สมดุล ก็อาจทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้ไนเตรตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรพิจารณา เสริมไนตริกออกไซด์ เพื่อคงระดับ NO ที่เหมาะสมสำหรับการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
N1O1 คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อสุขภาพ?
N1O1 คือการบำบัดเชิงธรรมชาติ (Natural Therapy) ที่ออกแบบมาเพื่อช่วย เพิ่มและฟื้นฟูระดับไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide – NO) ในร่างกาย ซึ่งเป็นโมเลกุลสำคัญต่อการไหลเวียนโลหิตและสุขภาพหัวใจ
ประโยชน์หลักของ N1O1
-
ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวดีขึ้น (Artery Dilation)
-
เพิ่มการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย
-
สนับสนุนสุขภาพหัวใจและระบบไหลเวียน
-
ส่งเสริมการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือดให้แข็งแรง
-
ช่วยรักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
วิธีการรับประทาน N1O1
-
1 ขวดมี 60 เม็ด เพียงพอต่อการทาน 1 เดือน หากรับประทานวันละ 2 เม็ด
-
ผู้ใหญ่สามารถทานวันละ 1–2 ครั้ง (เว้นระยะห่างประมาณ 12 ชั่วโมง)
-
หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
เราจะได้รับไนตริกออกไซด์มากเกินไปได้ไหม?
โดยทั่วไป อาการสำคัญเมื่อได้รับไนตริกออกไซด์ “มากเกินไป” คือ ความดันโลหิตต่ำ
เพราะไนตริกออกไซด์ทำให้หลอดเลือดขยาย หากระดับสูงเกินไปอาจทำให้หลอดเลือดขยายมากจนความดันลดลงอย่างผิดปกติ
อาการที่อาจเกิดขึ้น
-
คลื่นไส้
-
เหนื่อยล้า
-
เวียนศีรษะ
-
อาการทางเดินหายใจ เช่น
-
หายใจลำบาก
-
แสบร้อนลำคอหรือหน้าอก
-
อาการมักไม่เกิดขึ้นทันที แต่อาจแสดงออกหลังได้รับไนเตรต/ไนไตรต์ปริมาณสูงหลายชั่วโมง
ไนตริกออกไซด์ทำให้เป็นมะเร็งจริงหรือ?
งานวิจัยยุคปี 1970 เคยสันนิษฐานว่าไนตริกออกไซด์สูงอาจก่อมะเร็ง แต่ปัจจุบัน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง ดังนั้น การอ้างว่าไนตริกออกไซด์ทำให้เกิดมะเร็งถือว่า “ไม่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์”
ความเสี่ยงที่แท้จริงหากรับไนตริกออกไซด์มากเกินไป
ภาวะที่ต้องระวังคือ Methemoglobinemia ซึ่งเกิดจากไนไตรต์เปลี่ยนฮีโมโกลบินให้ไม่สามารถลำเลียงออกซิเจนได้ตามปกติ
แต่ต้องเน้นว่า… ภาวะนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้รับไนเตรต/ไนไตรต์ มากกว่า 150 เท่า ของปริมาณที่ใช้ในการรักษาทางการแพทย์ ดังนั้น ปริมาณที่ได้รับจากอาหารปกติถือว่า ปลอดภัยมาก และต่ำกว่าระดับอันตรายหลายเท่า
สรุปง่าย ๆ
หากได้รับไนตริกออกไซด์มากเกินไป อาจพบ:
-
ความดันโลหิตต่ำ
-
เวียนศีรษะ
-
เหนื่อยง่าย
-
หายใจลำบาก
หากพบอาการเหล่านี้ ลดการทานอาหารที่มีไนเตรต/ไนไตรต์สูง อาการมักจะดีขึ้นได้เองตามธรรมชาติ
Reference
Bryan, Nathan S. Functional Nitric Oxide Nutrition. Crescendo Publishing, 2018, pp. 63–68.




